วันเสาร์ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

งาน Project managerment 20 / 11 /2011



คำถามคือ


คำถามที่ 1 เอกสาร power point หน้า 13 มีกี่เส้นทาง ที่เป็นไปได้ และเส้นทางใดเป็น critical path พร้อมบอกระยะเวลาที่วิกฤต





 จากรูปภาพ เราสามราถ กำหนดได้ 3 เส้นทาง ดั่งต่วไปนี้

        A - D - I =ใช้ระยะเวลา 0+3+8+6 = 17
             B - E - G - J =ใช้ระยะเวลา 0+5+5+4+4 = 18
              C - F - H - J  = ใช้ระยะเวลา 0+7+5+5+4= 21


             ดังนั้น เส้นทางที่เป็น Critical Path  คือ  C - F - H - J   ระยะเวลาที่วิกฤติคือ 21


คำถามที่ 2 ท่านสามราถกำหนดข้อแตกต่างกะนระหว่าง CPM กับ PERT ได้ดั่งนี้

เทคนิคการควบคุมโครงการโดย PERT


     PERT เป็นคำย่อของคำว่า Program evaluation and review technique เป็นเทคนิควิธีการวาง  แผนและการควบคุมแผนซึ่งมีความซับซ้อน โดยแสดงถึงข่ายของงาน ที่ประกอบด้วยเหตุการณ์ และกิจกรรม กับเวลาโดยประมาณ เพื่อคำนวณหาเวลาที่คาดหวังของกิจกรรมแต่ละ
กิจกรรมจะแล้วเสร็จ (ประชุม, 2547)


การสร้างข่ายปฏิบัติงาน
ด้วยข้อจำกัดบางประการของแผนภูมิแท่งที่ไม่สามารถควบคุมโครงการขนาดใหญ่ที่มี
กิจกรรมจำนวนมากได้ จึงได้มีการพัฒนาข่ายการปฏิบัติงานของ PERT ขึ้น โดยการสร้าง
เครือข่ายปฏิบัติงานของ PERT มีองค์ประกอบที่สำคัญดังนี้คือ




• เหตุการณ์ (Events) หรือฐานกิจกรรม (Node) หมายถึง จุดเริ่มต้นหรือสิ้นสุดของแต่ละกิจกรรม ซึ่งจะไม่ใช้เวลาหรือทรัพยากรใดๆ โดยปกติจะแทนด้วยวงกลม
• กิจกรรม (Activity) หมายถึง งานต่างๆ ในโครงการที่ต้องทำให้บรรลุในช่วงเวลา
หนึ่ง โดยกิจกรรมจะมีเหตุการณ์ที่เป็นจุดเริ่มต้นและเหตุการณ์ที่เป็นจุดสิ้นสุด
โดยใช้ลูกศร ( ) เป็นตัวเชื่อมกิจกรรมระหว่างเหตุการณ์เริ่มต้นและเหตุการณ์สิ้นสุด
• กิจกรรมหุ่น (Dummy activity) หมายถึง กิจกรรมที่กำหนดขึ้นเพื่อแสดงความ
เชื่อมโยงกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้เวลาและทรัพยากร โดยใช้ลูกศรเส้นประเป็นตัวเชื่อมกิจกรรม


เทคนิคการควบคุมโครงการโดยวิธีการวิถีวิกฤต (CPM)

เทคนิคการควบคุมโครงการที่ได้รับการพัฒนาใกล้เคียงกับ PERT คือ CPM ซึ่งย่อมาจาก
critical path method เป็นเทคนิคที่ช่วยให้ผู้บริหารควบคุมโครงการโดยใช้เวลาให้สั้นที่สุดในการ
ดำเนินโครงการ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อประหยัดงบประมาณในการดำเนินโครงการเป็นสำคัญ


ข้อแตกต่างระหว่าง PERT และ CPM 

 

Pert คีอ

1. มักใช้กับโครงการใหม่ๆที่ยังไม่เคยทำมาก่อน
2. มักใช้กับโครงการวิจัยและพัฒนา
3. มักคำนึงถึงเวลาเป็นสำคัญพยายามหาวิธีการ
ที่ใช้เวลาน้อยที่สุดในการดำเนินโครงการ

CMP คือ

1.ใช้กับโครงการที่เคยทำมาแล้วและทราบเวลาที่ใช้ในการทำ
กิจกรรมแต่ละกิจกรรมที่แน่นอน
2. มักใช้กับโครงการธุรกิจ
3.มองเรื่องเงินเป็นหลักเนื่องจากต้องการเส้นทางที่ประหยัด
งบประมาณที่สุด






วันเสาร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

เขียนโครงการเกี่ยวกับ IT โดยเขียนตามหลักการของ SMART


โครงการพัฒนาจัดการเอกสารและควบคุมการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศลาว
1.ชื่อโครงการ โครงการพัฒนาจัดการเอกสารและควบคุมการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศลาว
2.ผู้รับผิดชอบโครงการ
- รัฐมนตรีว่าการช่วยเป็นผู้รับผิดชอบ
- หัวหน้าโครงการกระทรวงเป็นผู้ควบคุมโครงการ
- หัวหน้าแผนกไอซีที เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ
- บริษัทเอกชนที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและจำหน่ายทางด้านอุปกรณ์ดำเนินงานของโครงการ
3. หลักการและเหตุผล
 สร้างให้พนักงานรับทราบและรับรู้ทางด้านเทคโนโลยีให้ดีขึ้น และเป็นการท้าทายอย่างยิ่ง เพราะจะมีการลงมือระหว่างอาเซียนเข้ามาในการดำเนินงานภายในประเทศและต่างประเทศ   ให้มีการจัดการข้อมูลและเอกสารเป็นศูนย์ดำเนินงานที่เดียว ซึ่ง จะรับเอกสารของการดำเนินงานตามสถานทูตต่างๆ และตามจังหวัด เช่น เอกสารการเบิกจ่าย เอกสารการเดินทาง เป็นต้น จัดการระดับข้อมูลและมีผู้รับผิดชอบตามระดับของหน่วยงาน และตามระดับความสำคัญของเอกสาร   มีผู้รับอนุมัติในการเผยแพร่เอกสาร
4. วัตถุประสงค์
    ต้องการจัดระดับการแจกจ่ายเอกสาร และประหยัดค่าใช้จ่าย พร้อมทังสามารถควบคุมและเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสาร ทำให้ระบบการทำงานภายในได้รวดเร็วและสอดคล้องกับในการทำงานมากขึ้น ทำให้รับรู้และทราบถึงการทำงานของพนักงานแต่ละท่าน เพราะเป็นระบบรวบรวมข้อมูลการทำงานของพนักงาน เพื่อให้ทราบถึงข้อมูลประวัติการทำงานของพนักงาน
5. เป้าหมาย
        - หลักการทำงานของระบบดังกล่าวต้องก่อนปี พ.ศ. 2558 เพราะได้มีการทำงานเป็นระบบอาเซียน
- งบประมาณเป็นของภาครัฐ และ บริษัทเอกชนเป็นผู้ช่วยดำเนินงาน
- ต้องมีความปลอดภัย และเป็นที่รับทราบของกระทรวงกลาโหม เกี่ยวกับโครงการดังกล่าว และกรวงการคลังเป็นผู้เบิกจ่ายงบประมาณโครงการ
6.วิธีการดำเนินการ
          - รับพนักงานที่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีและบริษัทที่มีความรู้ทางด้านนี้โดยเฉพาะเข้ามาดำเนินงาน
- มีการรายงานความก้าวหน้าทุกๆอาทิตย์ หรือสิ่งที่มีความจำเป็นต้องมีการรายงานอย่างเร่งด่วน
- สรุปปัญหาและสิ่งที่ค้างคา เพื่อรายงานต่อท่านรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาและให้คำแนะนำแต่ละครั้งที่มีปัญหา
- ต้องมีการอนุมัติอย่างเที่ยงธรรม

7.ระยะเวลาดำเนินการ
โครงการพัฒนาจัดการเอกสารและควบคุมการทำงานของกระทรวงการต่างประเทศลาว จะเริ่มให้เสร็จและดำเนินในปี 2556
     8. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
ให้ระบุผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวหรือผลที่จะเกิดขึ้นถ้าโครงการบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว

     9.แผนการทำงาน


               
                                   (นาย ต๋องคำ พรเทวา )
                                        ผู้เขียนโครงการ

                                 (.....................................................)
                                        ผู้เสนอโครงการ
                                  
   (..................................................)
                                        ผู้เห็นชอบโครงการ

                                                      (.....................................................)
                                        ผู้อนุมัติโครงการ

สรุปการบรรยายของ ท่านองคมนตรีเกษม วัฒนชัย

ท่านองคมนตรีเกษม วัฒนชัย   ได้กล่าวถึงเรื่องการทำ โครงการว่าหากจะทำงานให้ประสบความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายนั้นจะต้องมี จุดหมายดังนั้นการบริหารจัดการกระบวนงานหรือโครงการให้บรรลุเป้าหมายนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก  ทั้งนี้จะต้องมีการประเมินผล และการกำหนดระยะเวลาของโครงการ มีการกำหนดเป้าหมายของโครงการให้มีความชัดเจน  ต้องรู้จักร่วมมือกันในการทำงาน  มีความรักในการทำงาน  และต้องทำงานด้วยความสามัคคี  เพราะสิ่งนี้จะเป็นปัจจัยหลักในการทำงานเป็นหมู่คณะ  ให้ไปสู่ความสำเร็จต่อไป

วันเสาร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2554

คลังบทความ 3 เรื่อง

                             กรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับระบบสารสนเทศ

องค์การที่ 9 เป็นธนาคารพาณิชย์ เพราะเป็นระบบที่เหมาะสมกับงานในระบบสารสนเทศ ทัง 7 ประการ
  1.  เทคโนโลยีสารสนเทศจะทำให้เกิดการรวมหรือการกระจายอำนาจในองค์การ
  2. เทคโนโลยี สารสนเทศจะทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าถึงสารสนเทศหรือเทคโนโลยีสารสนเทศทำ ให้ระดับบริหารสามารถควบคุมการไหลของสารสนเทศได้มากขึ้น
  3. เทคโนโลยีสารสนเทศจะเพิ่มหรือลดบทบาทของผู้บริหารระดับกลางในการสรุปและกลั่นกรองสารสนเทศขึ้นลงในระดับบังคับบัญชา
  4. เทคโนโลยีสารสนเทศจะเพิ่มหรือลดโอกาสที่พนักงานจะได้มีส่วนร่วม
  5. เทคโนโลยีสารสนเทศจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์การหรือให้โครงสร้างองค์การที่เป็นอยู่คงเดิมต่อไป
  6. เทคโนโลยีสารสนเทศจะจำกัดหรือเพิ่มความพอใจในงาน
  7. เทคโนโลยีสารสนเทศใช้เงินทุนหรือทำให้เงินทุนถูกใช้ให้เป็นประโยชน์
ฉะนั้น องค์การที่ 9 เป็นธนาคารพานิชย์ที่ไม่มีการเปลี่ยนในระดับทางผู้บริหาร แต่ให้ผู้บริหารสามารถรับผิดชอบและควบคุมการงาน ได้เพิ่มขึ้นเพราะในองค์การดังกล่าวนี้ เหมาะสมในระบบสารสนเทศที่มีการแบ่งปันและให้ทิศทางแก่พนักงานทั่วไป สามารถขึ้นไปเป็นในระดับผู้บริหารงานได้ เพราะไม่มีแต่ผู้บริหารงานเท่านั้น ที่สามารถดูแลงานและปฏิบัติงานของตนได้อย่างทั่วถึง และรับประกันงานได้อย่างเหมาะสม จึงเป็นเหตุผลที่ให้พนักงานทั่วไปหรือผู้บริหารงานสามารถนำงานตัวเองมาเป็นจุดเด่นและเผยแพร่ได้ ซึ่งจะกลายเป็นผลบวกและลบในการทำงานของพนักงาน ว่าทำงานได้ดีหรือไม่ดี มากน้อยเพียงใด นี่จึงกลายสารสนเทศ ที่มีการกระจายงานและอำนาจในการบริหารงานได้อย่างทั่วถึง

โครงการด้านระบบสารสนเทศที่อาจจะสนองพระราชดำริในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ

 การพัฒนาหรือปรับปรุงระบบสารสนเทศเป็นอย่างแบบใดอย่างไรบ้าง  ในขอบเขดการศืกษา

ข้าพเจ้าเคยเปิดพบ Websites ของ ห้องสมุดประชาชนในต่างประเทศที่เป็นเวทีให้เด็กทำแบบนี้ ให้เด็กคนหนึ่งเขียนความคิดเห็นของตนลงไป เพื่อเล่าให้เด็กอื่นๆที่เปิดดูทราบว่า เขามีความคิดต่อหนังสือเล่มนี้อย่างไร ในลักษณะการอ่านเป็นรากฐานสำคัญของการใช้สื่ออื่นๆ ต่อไป
“ความรู้ทาง internet ได้ด้วย ครูจึงน่าจะไปตรวจดูก่อนว่า เรื่องที่จะกำหนดในแผนให้พูดในชั้นเรียนนั้นจะมี websites อะไรบ้างที่จะส่งเสริมการสนทนาในชั่วโมงนั้นต้องตั้งข้อสังเกตได้ว่า websites นั้นเป็นอย่างไร เพราะในเรื่องเดียวกันจะมีหลาย websites จะมีข้อเด่นข้อด้อยต่างกันออกไป

ดั่งที่กล่าวมาแล้วนั้นในระบบสารสนเทศ มีหลายระดับ มีหลายประเภทของเว็ปไซต์ ที่มีเนื้อหาและจุดแตกต่างกันออกไป แต่ละหน้าที่ซึ่งระบุไว้ว่า เว็ปไซต์แต่ละเว็ปไซต์ เหมาะสมสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน การเผยแพร่ข้อมูลในระดับใดบ้าง           
                ในส่วนนี้ผมคิดว่า ในระบบสารสนเทศ หากจะต้องมีการจ่ายแยก ว่าเว็ปไซต์ใดที่นักเรียนนักศึกษา ข้าราชการและบุคคลทั่วไปเข้าถึงได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง ส่วนทางในตัวมหาวิทยาลัย โรงเรียน สำนักงานทั่วไป ก็ควรมีการกำหนดว่า เว็ปไซต์ใดบ้างที่จะเข้าทั่วถึง และสามารถเปิดดูได้ในองค์การนั้นๆ
                เด็กนักเรียนประถม มัธยม ทั่วไป ควรจะมีการกำหนดว่าในตัวโรงเรียนเอง ควรจะนำเอาเว็ปไซต์ใดบ้างที่จะมาเ ผยแพร่ให้กับเด็กนักเรียน ได้เรียนรู้และศึกษา เพราะในเว็ปไซต์ทั่วไป  มันอาจจะมีข้อมูล คำพูด หรือรูปภาพที่ไม่เหมาะสม เพราะ เว็ปไซต์เหล่านั้นอาจจะสร้างจินตาการมากเกินไปให้กับเด็กนักเรียน เพราะเวลาที่นักเรียนเหล่านั้นเห็นสื่อที่ไม่เหมาะสมดังกล่าว จะเกิดจินตนาการที่สูงเกินไป และนำปฏิบัติในสิ่งที่ไม่เหมาะสมเกินวัยอันควร จนเกิดปัญหาแก่สังคมและตัวเด็กนักเรียนเอง พร้อมกันนั้นทางด้านสื่อการศึกษา ก็จะเกิดความคิดอยากเรียนรู้และฝึกฝนตัวเองมากเกินไปจนเกิดปัญหาไม่อยากไปโรงเรียน เพราะทางโรงเรียนมีหลักสูตรการฝึกสอนที่ตัวเองรู้แล้วและไม่อยากไปเรียน
                ส่วนวัยรุ่น หรือผู้ที่มีอายุเกิน 18 ปีขึ้นไป ถึงแม้ว่าจะเข้าได้ถึงระบบสารสนเทศได้ทุกรูปแบบก็ตามแต่ควรมีการกำหนดว่าเว็ปไซต์ใดบ้างที่ข้าราชการหรือบุคคลทั่วไปเข้าได้อย่างทั่วถึง เช่นบางครั้งเว็ปไซต์พวกแอนนิเมชั่น, download, upload หรือเว็ปไซต์พวก social ต่างๆ มันอาจจะเกิดปัญหาให้แก่การทำงานของข้าราชการหรือเด็กมหาวัทยาลัยทั่วไปได้

โครงการที่ตอบสนองนโยบายรัฐบาล ด้านระบบสารสนเทศ


                E-Service ควรจะเป็น ระบบสารสนเทศที่ให้ความเข้าใจในแต่ละปัญหาและสามารถเผยแพร่ให้บุคคลทั่วไป หรือพนักงานที่ทำหน้าที่นั้นๆ ได้รับทราบและเข้าถึงข้อมูล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสมือนกับเป็นคู่มือในการทำงาน และประสานงานกับระบบต่างๆ ใน ระบบ E-Service
                Web Service ควรจะเป็นเว็ปที่ให้ความเข้าใจและสามารถทำความเข้าใจและปฏิบัติได้จริง เช่น ในระบบ GIS ก็ควรมีการสามารถค้นหา ระบุข้อมูล หรือ สถานที่ที่ท่านต้องการได้อย่างแท้จริง
                Front and Back Office คือ ควรมีการจัดตั้งระบบ พนักงาน เข้ามาดูแลและประสานงาน ในระบบ e-service และ web service พร้อมทั้งมีการปรับปรุงในแต่ละระยะเวลาที่มีการอัพเดทข้อมูล หรือข่าวสารต่างๆ ในตัวของ web service ดังนั้น Front and Back Office จึงเหมือนกับสำนังาน หรือองค์การที่รับผิดชอบเกี่ยวกับงานนั้น












วิจารณ์ระบบศูนย์ข้อมูลกลางทางวัฒนธรรม

ระบบดั่งก่าวเป็นระบบที่สร้างขื้น เพื่อให้ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมแก่บุกคน ได้เข้ามาเพื่อช็อกแสวงหาข้อมูลในด้านต่างๆเกียวกับประเพนิ วัฒนธรรม ความรู้พื้นบ้าน และ สี่งที่น่าสนใจต่างๆทางวัฒนธรรม
ฉะนั้น ในการลงทะเบียนเบี้องต้น ก่อนจะก้าวเข้าไปสู่การใช้งานในระบบของ web-site ดั่งก้าวมานั้น ควรมาการกำนด ตั่งแต่ขั้นแรกคือ

+ การละบุบของหม่วยงานก็ต้องได้ละบุบวย่างชัดเจน เพราะเราสามาดรับรู้ และวิจัยได้บางว่ามีห่มวยงานใด เข้ามาใช้งานและนำไปวิจัยบลาง เพื่อจะได้นำเอาสี่งเหล่านั้นไปทำการปับปรุง ของ web-site ดั่งได้ก้าวได้ดี ยี่งขื้น เชั่น ข้าราชการ บุคคนทั่วไป นักศืกษา นักเรียน เป็นต้น

+ ประการหมื่งควรมีการกำหนดอายุไว้รุ้มเข้ามาให้ความสนใจมารกน้อยเพียงใด ในwebsite ดั่งก่าว
+ พ้รอมกันนั้น ควรมีอีกวย่างหมื่งคือ ท่านต้องการรับข่าวสานจากทาง website นี้หรีอไม่ หากต้องการก็ต้องมีการเลือกด้วยว่าต้องการประเภทใดบ้าง

     1. ข้อมูลทั่วไป คือมีอะไรมาใหม่บาง สี่งใดที่น่าสนใจ
     2. เลื่องวัฒนธรรมของแต่ละภาก ของไทยเราเขั่น ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน ภาคเหนือ
     3.รูบภาพทางวัฒนธรรมที่ update ขื้นมาใหม่
+ ส่วนในตัวของ website เองก็ควรมีหัวข้อของใน website เพี่มขื้นมา อีกเชั่น
    - กะทู้เรื่องที่น่าประทับใจ คือเรื่องที่น่าติดตามชม และเนื้อหา ที่น่าสนใดบาง
    -กะทู้ที่สามารคนำมาวิใจ และวิเคราะไปใช้งานทางวัฒนธรรมได้ คือ บทความนี้เป็นบทเรื้องที่สามารคนำมาวิจัย
      และมีเหตุผล เพื่อที่จะให้ง่ายในการค้นหางานต่างๆได้ โดยไม่ต้องไป search ในระบบให้ยุ่งยาก มากเกินไป
     -กะทู้วัฒนธรรมในสมัยเก่า
+ควรมีบรรณาธิการข่าว เพื่อช่วยแก้ไข และอนุยาดว่า ข่าว หรือ เนื้อหาใดบางไม่เหมาะ พร้อมกับแจ้งไปยัง สำมาชิกที่ต้องการ post ว่าข่าวสานของท่าน post ใน webdite นี้ไม่ได้เพราะ เนื้อหาไม่เหมาะสม
+ ควรกำนดสิดของสมาชิกควร post ข่าว หรีอ เนื้อหาได้มากน้อยเพียงใด เพราะ บางบทความควรไม่ยาวมากเกีนไป

สรูปลวมแล้วสี่งใดก็ดี ในทางด้านวัฒนธรรม แต่ควรคำนืกถีงข้อเท็จจริง เกียวกับวัฒธรรมนั้น เพื่อไม่ให้วัฒธรรมแต่ คาวดั่งเดีมต้องสูญหายไป วย่างที่ไม่มีรู้ต้นปลาย สาเหตุได้ เราทุกคนควรพร้วมใจกันรักษาไว้ให้ถีงลูกหลาน ในรุ่นต่อๆไป


วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ระบบ webservice การทำ passsport ออนไลน์ สมมติในประเทศลาว

- ท่าน ก ต้องการทำ passsport  มีขั้นตอนดังต่อไปนี้
- เมื่อเข้าไปในหน้า webpage  เพื่อทำ passport  จะมีให้เลือกว่าเป็น passsport  ของราชการหรือบุคคลทั่วไป หลังจากนั้นระบบจะถามหาเลขที่บัญชีธนาคารและเลขที่บัตรประชาชน
- เมื่อบอกเลขรหัสบัญชีและเลขบัตรประชาชนเรียบร้อยแล้ว ระบบจะให้คุณกรอกประวัติและข้อมูลส่วนตัวพร้อมกับเอกสารประกอบอาจจะมีสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน ถ้าเป็นพนักงานรัฐก็จะมีใบรับรองจากที่ทำงานที่คุณทำงานอยู่
- เมื่อท่านกรอกเอกสารและไฟล์ต่างๆ แล้ว เมื่อส่งเข้าไปยังระบบก็จะมีการตรวจสอบข้อมูลและบันทึกเอาไว้
- จากนั้นระบบก็จะส่ง E-mail ไปยัง E-mail  ของท่าน หรือโทรศัพท์มือถือว่าเอกสารของท่านส่งเรียบร้อยแล้ว พร้อมจะมีการหักค่าธรรมเนียมในการสัมภาษณ์โดยในการสัมภาษณ์แบบออนไลน์ในขณะนั้นเมื่อเข้าระบบสัมภาษณ์แล้วจะมีการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ตัวจริง โดยผ่านทางหน้าเวบไซด์
- เมื่อสัมภาษณ์แล้วทางระบบจะส่ง E-mail ไปยัง E-mail  ของท่านว่าผ่านหรือไม่
                 - หากผ่านจะบอกว่าคุณสามารถรับ passsport ได้วันใหนและระบบก็จะหักค่าทำ  passsport ในบีญชีของคุณแล้วจากนั้นก็จะส่ง E-mail ไปยัง E-mail  ของท่าน
                - ไม่ผ่านระบบก็จะ E-mail ไปยัง E-mail  ของท่าน ว่าท่านไม่ผ่านและก็บอกเหตุผลด้วยว่าเป็นเพราะเหตุใด และควรนำเอกสารใดมาเพิ่มเติมอีก